โดดเด่นสะดุดตาด้วยงานวิจิตรศิล ณ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

| Posted by admin
Jun 19 2015

photo276
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ ที่โดดเด่นสะดุดตา ผสมผสานด้วยงานวิจิตรศิลป์และประณีตศิลป์ภายใน แวดล้อมด้วยบรรยากาศสวนป่าหิมพานต์อันรื่นรมย์ ดึงดูดให้ผู้คนแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชม และพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ คือ วิธีการเรียนรู้ทางศิลปะและศาสนาที่ส่งเสริมให้คนทั่วไปรู้จักหลักแห่งศาสนาทั้ง 4 ด้วยเจตนารมณ์และอุดมคติของ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ซึ่งถ่ายทอดและปลูกฝังด้วยจิตวิญญาณของนักปราชญ์ เพื่อให้มนุษย์ร่วมโลกรู้จักศิลปะและศาสนาอันเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันออก

ช้างเอราวัณ ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนิยมเดินทางไปสักการะบูชา เป็นงานปฏิมากรรมลอยตัว ความสูงเทียบเท่าตึก 17 ชั้น สูงจากฐานอาคารถึงหัวช้าง 42 เมตร ตัวช้างทำด้วยโลหะทองแดงเคาะด้วยมือทั้งหมด พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างจากแรงบันดาลใจ และความคิดของผู้สร้างเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ และปราสาทสัจธรรม เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อให้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุ มรดกทางวัฒนธรรมด้านต่างๆ และเพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้คงอยู่สืบชั่วลูกชั่วหลานสืบไป

โดยอาคารศาลาการตกแต่งเป็นการผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก, เครื่องเบญจรงค์สลับลวดลายสอดสี, การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกของช่างเมืองนครศรีธรรมราช และรูปปั้นโบราณชนิดต่าง ๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค ของช่างเมืองเพชร ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า “ชั้นบาดาล” เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปสมัยต่างๆ และเครื่องลายครามของจีน ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้ม รอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยานพรรณไม้ในวรรณคดี และพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของประเทศ มีงานประติมากรรมลอยตัวเรื่องรามเกียรติ์ วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ (Erawan Museum) เปิดทำการตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ค่าบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ โดยไม่เข้าชมภายในตัวพิพิธภัณฑ์ (ชมภายในและภายนอกพิพิธภัณฑ์) ผู้ใหญ่ 150 บาท, เด็ก (อายุ 6-15 ปี) 50 บาท และถ้าจะสักการะภายในพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ต้องเสียค่าบัตรบำรุง 50 บาท (พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน) สามารถเดินชมบริเวณสวนได้โดยรอบ เปิดสักการะตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น.

ภายในอาคารจะแบ่งเป็น 5 ชั้น

ชั้นที่ 1 จัดแสดงนิทรรศการ
ชั้นที่ 2 เป็นห้องโถง มีบันไดเงินบันไดทองประดับลวดลายปูนปั้นทองทอดขึ้นไปสู่ชั้น 3
ชั้นที่ 3 เป็นห้องพักบันได บนเพดานตกแต่งด้วยสเตนกลาส ทำเป็นแผนที่โลก
ชั้นที่ 4 เป็นห้องพักรอก่อนที่จะขึ้นสู่ชั้นบนสุด
ชั้นที่ 5 อันเป็นส่วนของท้องช้าง ซึ่งมีความสำคัญที่สุด จะจัดแสดงวัตถุโบราณ

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ความประณีต งดงาม เหมือนคนจริงที่สุด

| Posted by admin
May 27 2015

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
แรงบันดาลใจของผู้สร้างสรรค์กลุ่มหนึ่งนำโดย อาจารย์ดวงแก้วพิทยากร ศิลป์ ที่สนใจการสร้างหุ่นขี้ผึ้ง และศึกษาค้นคว้าทดลองเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จึงประสบความสำเร็จ สามารถสร้างหุ่น ขี้ผึ้งยุคใหม่จากไฟเบอร์กลาสที่มีความคงทน ประณีต งดงาม เหมือนคนจริงที่สุด พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2525 สำหรับเป็นสถานที่สร้างและจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาส เพื่อการ อนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีไทย อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของเยาวชน โดยปัจจุบันมีหุ่นไฟเบอร์กลาสทั้งหมด 120 รูปอาคารพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยนี้เป็นอาคารสองชั้น โดยมีการจัด แสดง ด้วยกันสองชั้นคือ ชั้นล่าง จัดแสดงหุ่นชุดต่างๆ เช่น ชุดพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ราชวงค์จักรี, พระบรมรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี, ชุดพระอริยสงฆ์, ชุดมุมหนึ่งของชีวิต เป็นต้น มีวัตถุประสงค์ที่จะบันทึกเรื่องราว และเหตุการณ์บุคคลสำคัญของประเทศไทย และของโลกไว้
ข้อปฏิบัติในการเข้าชมหุ่นขี้ผึ้ง
1. กรุณาอย่าจับต้องหุ่น และสิ่งประกอบหุ่นทุกชิ้น
2. กรุณาอย่านั่งบนโต๊ะ ม้านั่ง เก้าอี้ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของหุ่น
3. กรุณาดูแลและระวังเด็กของท่าน มิให้ทำความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับหุ่น และส่วนประกอบหุ่นทุกชิ้น
4. กรุณาอย่านำเด็กอ่อน หรือสัตว์เลี้ยง เข้าในบริเวณห้องแสดงหุ่น
5. กรุณาอย่าสูบบุหรี่
6. กรุณาอย่าถ่ายรูปในห้องที่มีเครื่องหมายห้ามถ่ายภาพ
7. กรุณาอย่านำอาหารและเครื่องดื่ม เข้าไปในห้องแสดงหุ่น
8. กรุณาอย่าส่งเสียงดัง
9. กรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
ภายในพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งนอกจากจัด และตกแต่งเป็นห้องแสดงหุ่นชุดต่างๆ แล้ว ส่วนหนึ่งจะจัดตกแต่งเพื่อใช้เป็นที่จัดนิทรรศการชั่วคราว สาธิตขั้นตอนการสร้างหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสแก่ผู้สนใจด้วย นอกจากนี้ยังมีการหมุนเวียนนำหุ่นขี้ผึ้งในโครงการของพิพิธภัณฑ์ที่สร้างเสร็จแล้วมาจัดแสดงเป็นบางส่วนตามโอกาสอันควร โดยจะจัดแสดงในรูปแสงเสียง ให้มีบรรยากาศ และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมด้วย ความมุ่งมั่นในการสร้างพิพิธภัณฑ์นี้ มิได้สร้างขึ้นเพื่อธุรกิจการค้าหากำไรแต่อย่างเดียวดังจะเห็นได้ว่ามีการจัดกิจกรรมทางประเพณีไทยอยู่ตลอดปี

แนวคิดในการสร้างที่ว่างภายในตามแบบแผนขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม

| Posted by admin
Mar 25 2015

2

เป็นที่กล่าวถึงกันเกือบทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน ในการอธิบายสถาปัตยกรรมผ่านทฤษฎีที่เกี่ยวข้องได้มีการอ้างอิงความสัมพันธ์ระหว่างภายนอกและภายในอาคารอยู่เสมอ  ตัวอย่างสถาปัตยกรรมในยุคคลาสสิคเป็นการคิดรูปทรงขึ้นเพื่อให้ตอบสนองต่อแนวคิดในการสร้างที่ว่างภายในตามแบบแผนขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและความเชื่อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติแวดล้อมของคนสมัยนั้น ซึ่งเป็นการมองจากภายนอกเข้าสู่ภายใน  ต่อมาในยุคสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern) มีการเน้นประโยชน์ใช้สอยเพื่อรองรับกิจกรรม จึงถือว่าเป็นการคิดจากภายในสู่ภายนอก ตามแนวปรัชญา รูปทรงสะท้อนการใช้งานภายในโดยที่รูปทรงภายนอกเน้นความเรียบง่ายของรูปทรงเรขาคณิต  ขณะที่สถาปัตยกรรมหลังสมัยใหม่ ได้เน้นการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ รวมไปถึงการคิดค้นวิธีและกระบวนการออกแบบในการสร้างรูปทรงที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งเป็นการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมผ่านระบบสังคมที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคลเป็นหลัก  นอกจากนี้สถาปัตยกรรมหลังสมัยใหม่ยังเน้นการหวนกลับไปหาแนวคิดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่  เช่นผลงานออกแบบของRichard Meier ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของ Le Corbusier  หรือผลงานของสถาปนิกแนวMinimalismอย่าง John Pawson เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากงานของ Mies van de Rohe  ทำให้สถาปัตยกรรมในยุคปัจจุบันเกิดเป็นแนวทางในการออกแบบที่แยกย่อย หลากหลายแนวทางมากขึ้น  สถาปัตยกรรมจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการคิดจากภายนอกสู่ภายในและจากภายในออกสู่ภายนอก  โดยพิจารณาแนวคิดในการสร้างรูปลักษณ์ที่มีผลกระทบต่อความรู้สึกจากการรับรู้สถาปัตยกรรมหลังสมัยใหม่ตั้งแต่ระดับspaceจนถึงระดับformของอาคาร  ทำให้เกิดมิติใหม่ในการสร้างที่ว่างภายในที่มีปฎิสัมพันธ์กับรูปทรงภายนอก  ที่ว่างที่เกิดขึ้นจึงเปรียบเสมือนการปิดล้อมโดยเกิดจากการออกแบบ”เปลือก”ของสถาปัตยกรรมโดยมีมิติของความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่หากย้อนมาพิจารณาใกล้ตัวมากขึ้นก็จะพบว่า  สถาปัตยกรรมตะวันออกเป็นตัวอย่างที่ลงตัวของการผสานความเป็นภายนอกและภายในหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เนื่องจากสร้างสรรค์จากการเน้นมิติความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ เป็นการเปิดรับเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมธรรมชาติด้วยการยอมรับและปรับตัวเข้าหาอย่างนอบน้อมและถ่อมตน จึงจะเห็นว่าการเน้นแนวคิดความเป็นภายในและภายนอกในการอธิบายสถาปัตยกรรมจึงไม่ได้เป็นสาระสำคัญที่น่าจะกล่าวถึงมากในสถาปัตยกรรมตะวันออก เพราะเหตุที่เราไม่ได้มีการแบ่งแยกที่ว่างภายในจากกรอบภายนอกอย่างเด็ดขาดเหมือนกับแนวทางของชาวตะวันตก  แต่ก็ได้มีความพยายามในการเปรียบเทียบผลงานของ Mies van de Rohe สถาปนิกชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโมเดิร์นกับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของญี่ปุ่นว่า มีความคล้ายคลึงกันที่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม การเชื่อมโยงระหว่างภายในและภายนอก ซึ่งก็เป็นการเปรียบเทียบจากคุณลักษณะจากการสังเกตลักษณะทางกายภาพอย่างผิวเผินตามความเข้าใจจากมุมมองของชาวตะวันตกเท่านั้น(2001)  ดังนั้น กระบวนการค้นหาสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยนี้ของประเทศแถบตะวันออกจึงควรได้มีการพัฒนาแนวคิดด้วยการเน้นระบบคิดจากภายใน “ความเป็นตะวันออก”เอง แทนที่จะเริ่มมองจากภายนอกกรอบที่เราคุ้นเคยและยินดีเปิดรับจากสื่อภายนอกที่ถาโถมเข้ามาเพียงหนทางเดียว

ศิลปินเป็นผู้ที่มีความรู้สึกอ่อนไหวกว่าบุคคลทั่วไปโดยส่วนเฉลี่ย

| Posted by admin
Feb 24 2015

11

ปัจจุบัน กิจกรรมของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยนั้น จำกัดวงอยู่เพียงในกรุงเทพฯ ซึ่งในรอบ ๕๐ ปีที่ผ่านมา สภาพของกรุงเทพฯ ได้มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ลำคลองต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นถนน (๒) อาคารคอนกรีตก็เข้ามาแทนอาคารไม้ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนมาเป็นแบบตะวันตก ที่อยู่อาศัยซึ่งในสมัยอดีตสร้างขึ้นท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของ พฤกษชาติ ริมแม่น้ำลำคลอง ก็เปลี่ยนมาเป็นตึกแถวเรียงราวไปตามถนน ซึ่งทุกหนทุกแห่งนั้นต้นไม้ก็พยายามที่จะขึ้น เดิมเรือแจวเรือพาย ก็แจวก็พายกันอย่างธรรมดาไปตามแม่น้ำลำคลอง บัดนี้กลับเปลี่ยนสภาพไป มีแต่เสียงหนวกหูของรถยนต์จำนวนนับไม่ถ้วน รบกวนประสาทของผู้คนสัญจรไปมาเหลือเกิน ความรวดเร็วเป็นสิ่งเหนืออื่นใด เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ชีวิตของคนเราดำเนินไปอย่างเชื่องช้าคล้ายกับพืช จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ชีพจรชีวิตของชาติในปัจจุบันนี้ ถูกนำไปทั้งในทางสร้างและทางทำลายอันเป็นสภาพกระทบกันอยู่ทุกขณะของชีวิตปัจจุบัน ย่อมเป็นจริงว่าไม่มีผู้ใดอาจขัดขวางอารยธรรมปัจจุบันได้ มันเป็นสิ่งก้าวหน้า เกินความต้องการ แต่ก็ไม่มีชาติใดที่จะหลีกพ้นไปจากชะตากรรมแห่งความเจริญของยุคปัจจุบันได้เลย

คนไทยโบราณใช้ชีวิตอย่างง่ายๆ ตามธรรมชาติ มีน้ำใจบริสุทธิเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องค้ำจุนจิตใจ ความต้องการของคนเราก็พอสันฐานประมาณ สันติภาพแผ่สร้านอยู่ในดวงจิตของคนทุกคน ในสภาพการณ์เช่นนี้ ศิลปินสามารถวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังประกอบด้วยรูปคนจำนวนร้อยๆ ขนาดเล็กๆ หรือไม่ก็พระพุทธรูปอันสท้อน ให้เห็นถึงแก่นของความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้ ความต้องการทางวัตถุของคนเรากอร์ปเข้ากับลัทธิแห่งความรวดเร็ว ซึ่งศิลปินจำต้องทำงานคล้ายกับเครื่องพิมพ์งานศิลป ทางจิตอย่างสมัยโบราณนั้นไม่มีทางจะทำได้อีกแล้ว การสร้างพระพุทธรูปสมัยนี้กลายเป็นผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งผู้จ้างต้องการราคาถูก ส่วนศิลปินต้องการกำไรมาก สิ่งซึ่งตรงกัน ข้ามสองประการนี้ ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจถูกตำหนิได้ แต่ผลที่เกิดขึ้น คือ คำว่า “ศิลป” กลายเป็นสิ่งปราศจากความหมาย แม้ว่าเราไม่เข้าใจหรือไม่ยอมรับก็ตาม การกล่าวเช่นนี้ย่อม ประยุกต์ไปถึงสถาปัตยกรรมหรือจิตรกรรม ที่สร้างขึ้นตามวัดลางแห่งในสมัยนี้ด้วย อีกประการหนึ่ง ศิลปนั้นเป็นสิ่งจำเป็นแก่จิตใจมนุษย์ ดังนั้น การแสดงออกซึ่งความรู้สึกอันแตกต่าง ไปจากโบราณสมัยก็ต้องถูกสร้างสรรขึ้น นั่นคือ ศิลปร่วมสมัย นั่นเอง

ศิลปินเป็นผู้ที่มีความรู้สึกอ่อนไหวกว่าบุคคลทั่วไปโดยส่วนเฉลี่ย ฉะนั้นเองศิลปินจึงได้รับการกระตุ้นเตือนจากสิ่งแวดล้อมตน และโดยที่สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมืองใหญ่ๆ อันมีสภาวะแตกต่างไปจากสมัยโบราณ ศิลปินจึงมีอารมณ์สะเทือนใจสร้างงานศิลปของเขาขึ้น ดังนั้นศิลปร่วมสมัยจำต้องแตกต่างไปจากศิลปในอดีตอย่างไม่คำนึง ถึงอิทธิพลโดยตรงของต่างประเทศตามปกติผู้ที่นิยมฝังแน่นอยู่ในศิลปแบบประเพณี จะไม่ยอมรับศิลปแบบใหม่ง่ายนัก มันเป็นความรู้สึกที่ไม่อาจเข้าใจได้ ความรู้สึกเช่นนี้จะค่อยๆ จางไปโดยอาศัยความนิยมทาง สุนทรียะ อันเกิดจากสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน ความรู้สึกของศิลปินก็เช่นเดียวกัน เพื่อที่จะลดความวิตกกังวลของคนเรา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเข้าใจว่า ถ้าคนไทย (หรือศิลปินผู้ใดที่อยู่ ในกลุ่มที่แตกต่างออกไปจากชาติพันธุ์) ไม่ลอกเลียนแบบอย่างงานของศิลปินต่างประเทศเขาย่อมจะแสดงออกซึ่งความรู้สึกแบบอย่างใหม่ๆ ใดๆ ก็ได้ แบบอย่างใหม่นี้เป็นลักษณะ ส่วนตนของเชื้อชาติ ซึ่งกอร์ปด้วยอารมณ์ตามธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศ ศาสนา ความรู้สึกอันสืบเนื่องจากบรรพบุรุษ ความคิดและสมการ ด้านอื่นๆ

ศิลปะร่วมสมัยในบริบทที่กำหนดกรอบโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

| Posted by admin
Jan 30 2015

11

ศิลปะก็คืออาหารของจิตใจและพุทธิปัญญาของมนุษย์เรา ไม่ว่าวรรณกรรม ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม และมัณฑนศิลป เราได้ประสบความเพลิดเพลินเจริญใจ ความสงบเยือกเย็น และบ่อเกิดของความหวังอันสูงส่ง ศิลปะทำให้เราเป็นคนดี รักใคร่กันและกัน ทำให้เรามีภาวะเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ฉะนั้นศิลปะจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตที่มีวัฒนธรรมของชาติทัศนะที่หยิบยกมาข้างต้น ได้รับการยอมรับในฐานะ “ความจริง” ที่นิยมยึดถือกันในแวดวงทัศนศิลป์มายาวนาน จากความเชื่อที่ว่า สังคมที่ดีจะเป็นต้นกำเนิดของศิลปะชั้นเลิศ จะหล่อหลอมสังคมให้ดีงาม

ณ ยุคสมัยที่วรรณกรรมแปล แฮรี่ พอตเตอร์ กวาดเม็ดเงินจากเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลก รวมถึงกระเป๋าคนไทย ภาพยนตร์ฮอลลีวูดจองคิวแน่นโรงภาพยนตร์ชั้นนำ ห้างสรรพสินค้ากลายเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ยกระดับจิคตวิญญาณผู้คนให้ลอยฟ่อง เคล้าเสียงดนตรีไทยในท่วงทำนองสากล สลับกับเสียงเท้าก้าวฉับๆ บนแคตวอล์กแฟชั่นไทย ใส่จริตแบรนด์เนมระดับโลก ปฏฟิเสธไม่ได้เลยว่า ชีวิตประจำวันของผู้คนใกล้ชิดกับศิลปะอย่างแยกไม่ออก ทว่าศิลปะเหล่านี้กำลังลากจูงศิลปะของตนให้ห่างไปแห่งหนไหน ในขณะที่ศิลปะบางสายพันธุ์เรียกร้องหาคนดุแล ภายใต้รัฐบาลที่เอาใจใส่หอศิลป์น้อยกว่ารถถังและตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คำถามอันโหดร้ายก็คือ ศิลปะที่อยู่คู่สังคมไทยหรือสังคมใดๆ ในโลกได้จริง ควรจะเป็นศิลปะที่พึ่งตัวเองได้ สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเองย่างแข็งแนง บนความเป็นจริงที่ดูเหมือนจะโหดร้ายทารุณในยุคสมัยของตนใช่หรือไม่

เมื่อพิจารณาศิลปะร่วมสมัยในบริบทที่กำหนดกรอบโดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้จำแนกหมวดหมู่ของศิลปะร่วมสมัยออกเป็น 9 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ศิลปะการแสดง สถาปัตยกรรม ภาพยนตร์ มัณนศิลป์ เรขศิลป์และแฟชั่น ผู้ที่ได้รับรู้รับทราบต่างมีท่าทีอันบ่งบอกถึงความไม่คุ้นเคยกับการรวมหมู่ขอ.ศิลปะหลากสาขาเข้าด้วยกันในนามของศิลปะร่วมสมัยมที่ภาครัฐพึงเอาใจใส่ดูแล เพราะคนส่วนมากยังยึดติดกับคำว่า ศิลปะ ที่หมายความถึง ทัศนศิลป์โดยเฉพาะทัศนศิลป์ที่เป็นวิจิตรศิลป์ (Fine Art) เสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่ควัมาจริงแล้ว ชีวิตของมนุษย์เราทุกคนต่างเกี่ยวข้องสัมผัสกับศิลปะทุกแขนงอยู่ทุกลมหายใจ ซึ่งอาจจะมากกว่าการได้สัมผัสกับทัศนศิลป์ที่เราเห็นว่าเป็นตัวแทนของศิลปะทั้งมวลเสียด้วยซ้ำ